งานซ่อมในบ้านที่เจอบ่อยที่สุด คือตัวกำหนดว่าต้องมีอะไร
ก่อนจะรู้ว่าต้องซื้ออะไร ต้องรู้ก่อนว่าบ้านทั่วไปเจองานแบบไหนบ่อยที่สุด เพราะเครื่องมือที่ดีที่สุดคือตัวที่ตรงกับงานที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ตัวที่ดูครบเซ็ตในกล่อง
งานที่เกิดขึ้นทุกไม่กี่เดือน
อยู่บ้านหรือคอนโดสักพัก งานเล็กๆ จะเริ่มทยอยโผล่ขึ้นมาเอง ไม่ต้องรอนาน ส่วนใหญ่ที่เจอซ้ำๆ มักเป็นแบบนี้
- น็อตเฟอร์นิเจอร์หลวม โต๊ะ เก้าอี้ หรือชั้นวางเริ่มโยกเยกทั้งที่ซื้อมาไม่นาน
- ตะขอแขวนของหลุดจากผนัง ไม่ว่าจะเป็นตะขอหลังประตูหรือตะขอในห้องน้ำ
- ฝาปลั๊กไฟหรือสวิตช์ไฟหลวม กดแล้วขยับได้ทั้งแผ่น
- ชั้นวางหนังสือหรือชั้นในตู้เริ่มเอียง เพราะพุกหรือสกรูไม่แน่น
- ของแขวนผนังอย่างกระจกหรือรูปภาพเอียง ต้องปรับระดับใหม่
งานพวกนี้ไม่ได้ต้องการช่างมาทำ แค่มีเครื่องมือพื้นฐานอยู่ในบ้านก็จัดการได้เองใน 10-15 นาที ต่อชิ้น และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานก็มักจะลามเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม
งานที่ทำเองได้ vs งานที่ควรเรียกช่าง
ขอบเขตนี้สำคัญมากสำหรับมือใหม่ เพราะมีงานบางอย่างที่ ดูเหมือนทำเองได้ แต่จริงๆ ไม่ควร
งานที่ทำเองได้สบายๆ คือทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหลักหรือท่อน้ำฝังผนัง เช่น ขันน็อต ติดตะขอ ยาแนวกระเบื้อง ปรับฝาปลั๊กที่หลวม หรือซ่อมของเล็กๆ ด้วยกาว งานพวกนี้ใช้แค่เครื่องมือพื้นฐานและไม่มีความเสี่ยง
แต่งานที่ ควรเรียกช่างเสมอ คืองานไฟฟ้าที่ต่อเข้าระบบบ้าน เช่น เดินสายไฟใหม่ เปลี่ยนเบรกเกอร์ หรือต่อสายเมน และงานประปาที่ซับซ้อนอย่างเปลี่ยนท่อฝังผนังหรือย้ายจุดน้ำ งานเหล่านี้ถ้าทำผิดความเสียหายไม่ใช่แค่ของพัง แต่อาจเป็นอันตรายต่อคนในบ้านได้จริงๆ
รู้ขอบเขตนี้ก่อนแล้วค่อยเลือกซื้อเครื่องมือ จะได้ซื้อตรงกับงานที่จะทำจริงๆ ไม่ใช่ซื้อมาแล้วไม่ได้หยิบ
เครื่องมือช่างประจำบ้านที่ต้องมีจริงๆ ในงบ 1,500 บาท
ชุดนี้คัดมาจากงานที่เกิดขึ้นจริงในบ้านและคอนโด ไม่ใช่ชุดโชว์ในกล่องสวยๆ แต่ละชิ้นมีเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมี และทำไมบางชิ้นถึงข้ามได้ถ้างบจำกัด
ไขควงชุด — ของชิ้นแรกที่ต้องมีก่อนทุกอย่าง
ถ้าบ้านจะมีเครื่องมือได้แค่ชิ้นเดียว ชิ้นนั้นต้องเป็นไขควง ไม่มีข้อยกเว้น เพราะแทบทุกงานในบ้านมีสกรูหรือน็อตเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝาปลั๊กไฟ น็อตเฟอร์นิเจอร์ ฝาแบตรีโมต หรือสกรูที่ยึดตะขอ
ไขควงชุดที่ดีควรมีทั้งหัวแฉก (กากบาท) และหัวแบน หลายขนาด เพราะสกรูในบ้านไม่ได้มีขนาดเดียว บางทีสกรูน็อตเฟอร์นิเจอร์ใช้หัวแฉกเบอร์ใหญ่ แต่สกรูฝาปลั๊กไฟใช้หัวแฉกเบอร์เล็กกว่า ถ้ามีแค่ตัวเดียวจะเจอปัญหาหัวลื่นบ่อยมาก ซึ่งทำให้สกรูเสียหายด้วย
ไขควงที่มีแม่เหล็กที่หัวช่วยได้มากในงานแคบๆ อย่างในตู้หรือหลังเฟอร์นิเจอร์ ดูดสกรูไว้ไม่ให้ตก ไม่ต้องมือหนึ่งจับสกรู มือหนึ่งจับไขควงพร้อมกัน
ไขควงชุด 10 ชิ้นครบทั้งแบนและกากบาท — เป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่บทความแนะนำให้ซื้อก่อนทุกอย่าง เหมาะกับงานน็อตหลวมและตะขอหลุดที่บทความยกเป็นตัวอย่าง
ดูสินค้าคีมและประแจ — คู่หูที่ไขควงทำแทนไม่ได้
คีมกับประแจทำงานที่ไขควงทำไม่ได้เลย นั่นคือการจับและบิดชิ้นงานที่ไม่ใช่สกรู เช่น น็อตหัวกลม ท่อน้ำ หรือสายไฟที่ต้องดัดหรือตัด
คีมปากแหลม ใช้จับชิ้นงานเล็กๆ ในพื้นที่แคบ หรือดึงตะปูเล็กออก ส่วนคีมตัด ใช้ตัดสายไฟหรือลวดที่ยาวเกิน สองตัวนี้ทำงานต่างกันชัดเจน ถ้าจะซื้อแค่ตัวเดียวก่อน คีมอเนกประสงค์ที่ทำได้ทั้งจับและตัดในชิ้นเดียวก็พอสำหรับงานบ้านทั่วไป
คีมอเนกประสงค์ STANNOX มีให้เลือกทั้งปากตัด ปากแหลม และปากจระเข้ — ครอบคลุมงานจับ-ดัด-ตัดที่เจอในงานซ่อมบ้านทั่วไปที่บทความพูดถึง
ดูสินค้าส่วนประแจเลื่อน จำเป็นสำหรับน็อตหัวหกเหลี่ยมหรือน็อตขนาดใหญ่ที่ไขควงจับไม่ได้ เช่น น็อตยึดขาโต๊ะหรือน็อตยึดก๊อกน้ำ ประแจเลื่อนปรับขนาดได้จึงทำแทนประแจหลายขนาดได้ในชิ้นเดียว คุ้มกว่าซื้อประแจแบบตายตัวหลายอัน
ค้อนและสว่านไฟฟ้า — ต้องมีทั้งคู่หรือเลือกได้
ค้อนกับสว่านทำงานคนละอย่างกัน แต่หลายคนคิดว่ามีสว่านแล้วไม่ต้องมีค้อน ความจริงไม่ใช่แบบนั้น
ค้อน ยังจำเป็นแม้จะมีสว่าน เพราะงานตอกตะปู ตอกพุกพลาสติกเข้าผนัง หรือเคาะชิ้นงานให้เข้าที่ สว่านทำแทนไม่ได้ ค้อนที่มีหัวแม่เหล็กดูดตะปูในตัวจะช่วยได้มากตอนตอกในพื้นที่แคบ ไม่ต้องใช้มือจับตะปูให้เสี่ยงโดน
ค้อนหัวแม่เหล็กดูดตะปูในตัว ใช้ตอกและถอนได้ในชิ้นเดียว — ตรงกับงานซ่อมเล็กๆ ในบ้านที่บทความระบุว่าเจอทุกสัปดาห์
ดูสินค้าสำหรับสว่านไฟฟ้า คำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนคือบ้านหรือคอนโดที่อยู่เจาะผนังได้แค่ไหน คอนโดบางแห่งห้ามเจาะผนังรับน้ำหนักหรือผนังคอนกรีต ถ้าเป็นแบบนั้นสว่านไฟฟ้าอาจรอได้ก่อน แต่ถ้าบ้านเจาะได้เต็มที่ สว่านไฟฟ้าขนาดเล็กในงบ 500-600 บาท ก็เจาะผนังยิปซัมและไม้ได้สบาย รวมถึงขันสกรูได้เร็วกว่าไขควงมือหลายเท่า
ของเสริมที่คุ้มซื้อตั้งแต่ชุดแรก
สามชิ้นนี้ดูเหมือนไม่จำเป็น แต่พอถึงเวลาใช้จริงจะนึกขึ้นมาเองว่าทำไมไม่ซื้อตั้งแต่แรก
ตลับเมตร ใช้บ่อยกว่าที่คิด ทั้งวัดพื้นที่ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ วัดระยะก่อนเจาะผนัง หรือวัดของที่จะแขวน คนอยู่คอนโดที่เคยซื้อชั้นวางมาแล้วพบว่าวางไม่พอดีกับพื้นที่ก็รู้ดีว่าเจ็บปวดแค่ไหน ระดับน้ำ ใช้เช็กว่าของที่แขวนตรงหรือเอียง ถ้าไม่มีจะต้องใช้สายตาเดาซึ่งพลาดบ่อยมาก ส่วนกาวยิงร้อน ซ่อมของชำรุดเล็กๆ ได้หลายอย่างตั้งแต่ขาเฟอร์นิเจอร์หลุดไปจนถึงปิดรอยแตกในของตกแต่ง ราคาถูกแต่ใช้ได้บ่อยกว่าที่คิด
ตลับเมตรพร้อมเลเซอร์วัดระดับในชิ้นเดียว ราคาต่ำกว่า 200 บาท — ใช้วัดก่อนติดชั้นวางหรือเจาะผนัง ซึ่งเป็นงานที่บทความแนะนำให้ลองทำเป็นงานแรก
ดูสินค้าอ่านต่อ: กาวพลังตะปู ใช้ยังไง
เลือกซื้อยังไงไม่ให้ได้ของที่พังตั้งแต่งานแรก
เครื่องมือราคาถูกกับราคาพอดีต่างกันตรงไหน คำตอบไม่ใช่แค่วัสดุ แต่อยู่ที่ว่าของมันรับแรงได้แค่ไหนก่อนจะลื่น บิด หรือหัก
สัญญาณที่บอกว่าของชิ้นนี้ไม่ควรซื้อ
ของที่ดูดีในภาพแต่พังตั้งแต่งานแรกมักมีสัญญาณให้เห็นก่อนจ่ายเงินเสมอ ถ้าหยิบขึ้นมาดูแล้วเจอแบบนี้ให้วางลง
- น้ำหนักเบาผิดปกติ — เหล็กที่บางเกินไปจะบิดหรือหักง่ายเมื่อออกแรง
- ด้ามจับลื่น — ด้ามพลาสติกเกลี้ยงโดยไม่มีลายนูนหรือยางหุ้ม พอมือเหงื่อออกจะควบคุมไม่ได้
- หัวไขควงขอบไม่คม — กดลงสกรูแล้วรู้สึกลื่น ไม่กินร่อง นั่นแปลว่าหัวจะลื่นทำให้สกรูเสียและงานไม่เสร็จ
- เนื้อเหล็กดูบางหรือมีรอยเชื่อมหยาบ — โดยเฉพาะบริเวณที่รับแรงมากอย่างข้อต่อของคีม
ของที่ผ่านสัญญาณพวกนี้ไม่ได้แปลว่าต้องแพง แค่ต้องไม่ถูกจนเกินไป เครื่องมือช่างในงบ 100-300 บาทต่อชิ้น จากแบรนด์ที่มีรีวิวพอสมควรมักผ่านเกณฑ์นี้ได้
แบรนด์ระดับไหนที่พอดีกับงานบ้านทั่วไป
ไม่ต้องซื้อแบรนด์ที่ช่างมืออาชีพใช้ในไซต์งาน เพราะของพวกนั้นแพงเกินความจำเป็นสำหรับงานบ้านที่ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่ควรซื้อถูกสุดในหน้าเพราะมักไม่ผ่านงานแรก
แบรนด์ระดับกลางที่หาได้ในไทยและมียอดขายพอสมควรคือจุดที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานบ้าน ของพวกนี้ทนใช้งานได้หลายปีถ้าดูแลดีและไม่ได้ใช้หนักเกินสเปก สิ่งที่ต้องดูคือรีวิวจากคนที่ใช้งานจริงในบ้าน ไม่ใช่รีวิวที่ดูแค่ว่าของสวยหรือไม่
จัดเก็บเครื่องมือในคอนโดพื้นที่น้อยยังไงไม่ให้รก
ปัญหาที่คนอยู่คอนโดเจอหลังซื้อเครื่องมือมาแล้วคือไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน วางกระจายก็หาไม่เจอตอนใช้ ยัดลิ้นชักก็ทำของข้างๆ พัง
กล่องเครื่องมือหรือถุงผ้า เลือกอะไรดีกว่าสำหรับคอนโด
ถ้ามีเครื่องมือไม่เกิน 10-12 ชิ้น สองตัวเลือกหลักคือกล่องพลาสติกแบบมีช่องแบ่งกับถุงผ้าแบบม้วนเก็บ แต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานต่างกัน
กล่องพลาสติกดีตรงที่เห็นของทุกชิ้นได้ชัดเจน หยิบได้ถูกชิ้นตั้งแต่แรก และป้องกันของกระทบกันจนเสียหาย แต่ถ้าคอนโดพื้นที่แคบมากและต้องการเก็บในที่แคบอย่างใต้อ่างหรือในตู้เสื้อผ้า กล่องแบบมีฝาแข็งจะกินพื้นที่มากกว่า ส่วนถุงผ้าแบบม้วนเก็บพกง่ายและบีบเข้าที่แคบได้ แต่ของมักเลื่อนหลุดจากช่องและหาไม่เจอตอนรีบ
สำหรับคอนโดที่เครื่องมือยังไม่เยอะ กล่องพลาสติกขนาด 13-16 นิ้ว น่าจะพอดีที่สุด ไม่ใหญ่เกินไปแต่ใส่ได้ครบชุดพื้นฐาน
กล่องเครื่องมือ JADEVER ราคาเริ่ม 139 บาท ขายดีที่สุดในกลุ่ม — เหมาะกับคอนโดพื้นที่น้อยที่บทความพูดถึง มีหลายขนาดให้เลือกตามพื้นที่จริง
ดูสินค้าถ้าอยากได้กล่องที่ใช้ได้นานโดยไม่ต้องซื้อซ้ำ กล่องเหล็กแบบกะทัดรัดก็เป็นตัวเลือกที่คุ้มในระยะยาว แม้ราคาจะสูงกว่าพลาสติกสองสามเท่า แต่ไม่แตกและไม่บิดเมื่อมีของหนักวางทับ
กล่องเหล็ก TOYO T190 ผลิตจากญี่ปุ่น ขนาดกะทัดรัด — สำหรับคนที่มีเครื่องมือไม่มากแต่อยากได้กล่องที่ใช้ได้นานโดยไม่ต้องซื้อซ้ำ
ดูสินค้าตำแหน่งเก็บที่หยิบใช้ได้จริงโดยไม่ต้องขนของออกก่อน
ตำแหน่งเก็บที่ดีคือตำแหน่งที่เปิดแล้วหยิบได้เลย ไม่ต้องเอาของอื่นออกก่อน เพราะถ้าต้องขนของออกก่อนทุกครั้ง สุดท้ายจะไม่อยากหยิบและปล่อยให้งานค้างแทน
ชั้นล่างสุดของตู้เสื้อผ้าเป็นจุดที่ดีถ้าตู้มีพื้นที่ว่าง เพราะเปิดประตูแล้วเห็นกล่องทันที ไม่ต้องก้ม ไม่ต้องปีน ใต้อ่างล้างจานในครัวก็เป็นจุดที่เข้าถึงง่ายและมักมีพื้นที่ว่างอยู่แล้ว แต่ต้องระวังความชื้นที่อาจทำให้เหล็กเป็นสนิมถ้าไม่มีฝากล่องปิดมิดชิด
สิ่งที่ไม่ควรทำคือเก็บในลิ้นชักรวมกับของอื่น เพราะของมักกระทบกันและหาไม่เจอตอนรีบ และไม่ควรเก็บในที่ที่ต้องเอาของอื่นออกก่อนทุกครั้ง เพราะนั่นคือสัญญาณว่าจะไม่ได้หยิบใช้จริง
ดูเพิ่มที่: สว่านกระแทก สว่านโรตารี่
งานแรกที่ควรลองทำเพื่อรู้จักเครื่องมือแต่ละชิ้น
รู้จักเครื่องมือดีที่สุดคือหยิบมาใช้งานจริง ไม่ใช่อ่านคู่มือ งานต่อไปนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งได้ชุดเครื่องมือมาและอยากลองให้มือชิน
ติดตะขอแขวนของบนผนัง — งานที่ใช้เครื่องมือครบชุดที่สุด
งานนี้ดีตรงที่ได้ใช้เครื่องมือเกือบทุกชิ้นในชุดพื้นฐาน และเห็นผลจริงเมื่อทำเสร็จ ขั้นตอนมีดังนี้
1. วัดและทำเครื่องหมาย — ใช้ตลับเมตรวัดตำแหน่งที่จะติด แล้วใช้ระดับน้ำเช็กว่าอยู่ในแนวระนาบ ถ้าติดสองตะขอต้องให้อยู่ระดับเดียวกัน 2. เจาะรูนำ — ถ้าผนังเป็นยิปซัมหรือไม้ใช้สว่านเจาะรูขนาดพอดีกับพุกพลาสติก ถ้าไม่มีสว่านใช้ค้อนตอกพุกตรงๆ ได้ในผนังที่ไม่แข็งมาก 3. ตอกพุกพลาสติก — ใช้ค้อนตอกพุกเข้าไปในรูจนแน่น ระวังอย่าตอกเอียง 4. ขันสกรู — ใช้ไขควงขันสกรูผ่านตะขอเข้าไปในพุก ขันจนแน่นแต่ไม่ต้องออกแรงจนเกินไปเพราะพุกพลาสติกอาจแตก 5. ทดสอบ — ดึงตะขอดูว่าแน่นพอไหม ถ้าขยับได้ให้ขันเพิ่มหรือเปลี่ยนพุกที่ใหญ่กว่า
ตะขอที่ทำถูกวิธีจะไม่หลุดแม้แขวนของหนักเป็นปี แต่ถ้าพุกหลวมหรือสกรูเล็กเกินไปก็จะหลุดภายในไม่กี่สัปดาห์ ความแตกต่างอยู่ที่ขนาดพุกต้องตรงกับสกรูและน้ำหนักที่จะแขวน
ขันน็อตเฟอร์นิเจอร์ที่หลวม — งานที่เห็นผลเร็วที่สุด
งานนี้เหมาะสำหรับฝึกมือกับไขควงและประแจมากที่สุด เพราะเห็นผลทันทีและไม่มีความเสี่ยง วิธีตรวจหาน็อตที่หลวมคือลองโยกเฟอร์นิเจอร์เบาๆ แล้วฟังว่ามีเสียงดังหรือรู้สึกว่ามีส่วนไหนขยับผิดปกติ จากนั้นไล่ดูน็อตทีละจุด ถ้าขยับได้ด้วยมือเปล่าแสดงว่าหลวมมากแล้ว
เวลาขันให้ออกแรงพอดี ไม่ต้องขันแน่นสุดมือเพราะเกลียวของเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้อัดหรือพลาสติก ถ้าขันแน่นเกินไปเกลียวจะลื่นและขันไม่ได้อีกเลย สังเกตว่าน็อตเริ่มฝืดขึ้นนั่นคือสัญญาณว่าแน่นพอแล้ว
