ทำไมตู้เสื้อผ้าถึงเหม็นอับและขึ้นราหน้าฝน
ก่อนจะแก้ได้ถูกจุด ต้องรู้ก่อนว่าความชื้นเข้าตู้มาจากทางไหน เพราะแต่ละบ้านต้นเหตุไม่เหมือนกัน
ความชื้นในอากาศที่ซึมเข้าตู้ทุกวัน
หน้าฝนอากาศข้างนอกชื้น อากาศในห้องก็ชื้นตาม ทุกครั้งที่เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบเสื้อ อากาศชื้นก็ไหลเข้าไปด้วย ถ้าเปิดปิดวันละหลายรอบ ความชื้นสะสมในตู้ได้เร็วกว่าที่คิด
ตู้ที่ปิดสนิทตลอดอาจดูเหมือนปลอดภัยกว่า แต่จริงๆ แล้วอากาศข้างในไม่ถ่ายเทเลย ความชื้นที่เข้าไปแล้วก็ขังอยู่ในนั้น อุณหภูมิเปลี่ยนตามเวลา ความชื้นก็ควบแน่นบนผนังตู้และผ้าได้เองโดยไม่ต้องมีน้ำมาจากไหนเลย
เสื้อผ้าที่ยังไม่แห้งสนิทก่อนเก็บ
นี่คือสาเหตุที่หลายคนมองข้ามมากที่สุด เสื้อผ้าที่ตากในร่มหน้าฝน ดูแห้งแล้วแต่จริงๆ ยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ในเนื้อผ้า พอพับเก็บเข้าตู้ก็เหมือนเอาฟองน้ำเปียกใส่เข้าไปปิดไว้
ลองสังเกตดูว่าหลังพับเก็บแล้วไม่กี่วัน เสื้อตัวนั้นดมแล้วมีกลิ่นอับไหม ถ้าใช่ก็แทบยืนยันได้เลยว่าเสื้อผ้าที่เก็บยังไม่แห้งสนิท และมันกำลังปล่อยความชื้นออกมาในตู้ทีละนิดทุกวัน
ตู้ชิดผนังด้านนอกหรืออยู่ในห้องอับ
ตู้เสื้อผ้าที่วางชิดผนังด้านที่โดนฝนหรือผนังที่ไม่มีฉนวนกั้นจะดูดความชื้นจากผนังเข้ามาได้โดยตรง โดยเฉพาะอาคารเก่าที่ผนังซึมน้ำอยู่แล้ว ด้านหลังตู้จะเป็นจุดที่ชื้นที่สุดและมักเป็นจุดแรกที่ขึ้นรา
คอนโดห้องเล็กที่ไม่มีหน้าต่างในห้องนอน หรือห้องที่เปิดแอร์ตลอดแต่ไม่เคยระบายอากาศ ก็เป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตู้เสื้อผ้าเหม็นอับได้ง่ายเช่นกัน เพราะอากาศในห้องหมุนเวียนอยู่กับที่ ความชื้นก็สะสมไม่มีทางออก
เริ่มจากการล้างตู้และกำจัดราที่มีอยู่แล้ว
ถ้าตู้เริ่มขึ้นราแล้ว การใส่ของดูดความชื้นเข้าไปโดยไม่ทำความสะอาดก่อนคือการทำงานสูญเปล่า ต้องกำจัดต้นเหตุออกก่อน
เช็ดทำความสะอาดตู้ด้วยน้ำส้มสายชูหรือแอลกอฮอล์
เอาเสื้อผ้าออกจากตู้ให้หมดก่อน แล้วใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำส้มสายชูเจือจาง (น้ำส้มสายชู 1 ส่วนต่อน้ำ 1 ส่วน) เช็ดผนังด้านในทุกด้าน เน้นบริเวณที่มักถูกมองข้ามคือ
- ซอกมุมสี่มุมของตู้ ที่อากาศนิ่งที่สุด
- พื้นตู้ที่มักมีเสื้อผ้าร่วงค้างอยู่
- ด้านหลังของชั้นวางและลิ้นชัก
- ขอบบานประตูด้านในที่ยางซีลเริ่มเสื่อม
ถ้าเห็นรอยราดำหรือเขียวชัดเจน ใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นกว่าและถูซ้ำหลายรอบ อย่าแค่เช็ดผ่าน เพราะเชื้อราที่ยังมีชีวิตอยู่จะกลับมาใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์
เปิดตู้ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนเก็บของกลับ
หลังเช็ดเสร็จ เปิดบานตู้ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งวัน อย่าใจร้อนรีบปิด เพราะความชื้นจากผ้าชุบที่ใช้เช็ดยังอยู่บนผนังตู้ ถ้าปิดตู้เร็วเกินไปก็เท่ากับขังความชื้นรอบใหม่เข้าไปแทน
ถ้าอยู่คอนโดที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท เปิดพัดลมตั้งโต๊ะเป่าเข้าไปในตู้ช่วยได้มาก ครึ่งชั่วโมงก็แห้งได้ดีกว่าทิ้งไว้เฉยๆ ทั้งวัน
อ่านคู่กัน: กลิ่นอับห้องนอน
วิธีดูดความชื้นในตู้เสื้อผ้าให้ได้ผลจริง
ของดูดความชื้นมีหลายแบบ แต่ละแบบเหมาะกับขนาดตู้และสภาพห้องต่างกัน เลือกผิดก็แทบไม่ต่างจากไม่ใส่อะไรเลย
ซิลิกาเจลและถุงดูดความชื้นแบบใช้ซ้ำได้
ซิลิกาเจลแบบใช้ซ้ำได้คือตัวเลือกที่คุ้มในระยะยาว หลักการคืออบด้วยไมโครเวฟหรือตากแดดเพื่อไล่ความชื้นออก แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ส่วนถุงดูดความชื้นแบบที่มีสารเคมีอย่างแคลเซียมคลอไรด์นั้นดูดได้เยอะและเร็วกว่า แต่ใช้แล้วทิ้ง
สิ่งที่หลายคนทำผิดคือวางไว้แค่มุมเดียวแล้วคาดหวังว่ามันจะดูดความชื้นได้ทั้งตู้ ตู้เสื้อผ้าขนาดปกติควรวางกระจายอย่างน้อย 3 จุด คือบนชั้นบน กลางตู้ และพื้นตู้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกชั้น
ถุงดูดความชื้นซิลิกาเจลที่เปลี่ยนสีบอกสถานะได้ — ใช้วางในตู้เสื้อผ้าเพื่อดูดความชื้นที่สะสมอยู่ ตรงกับขั้นตอนที่บทความแนะนำหลังเช็ดผนังตู้แล้ว
ดูสินค้าถุงดูดความชื้นที่เปลี่ยนสีได้มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องเดาว่ายังใช้ได้อยู่ไหม พอสีเปลี่ยนก็รู้ทันทีว่าถึงเวลาอบแห้งหรือเปลี่ยนใหม่แล้ว ไม่ต้องรอให้กลิ่นกลับมาก่อนถึงจะรู้ว่าหมดประสิทธิภาพ
ถ่านดูดกลิ่นและดูดความชื้น
ถ่านไม้ไผ่หรือถ่านกัมมันต์ทำงานต่างจากซิลิกาเจลตรงที่ดูดทั้งกลิ่นและความชื้นได้พร้อมกัน เหมาะกับตู้ที่กลิ่นอับหนักมากจนซิลิกาเจลอย่างเดียวแก้ไม่หาย ถ่านจะช่วยดักกลิ่นที่ซึมเข้าผ้าไปแล้วออกมาด้วย
ข้อด้อยคือดูดความชื้นได้ช้ากว่าและต้องใช้ปริมาณเยอะกว่า แต่ถ้าตู้มีปัญหาทั้งกลิ่นและความชื้น ใช้ถ่านควบคู่กับซิลิกาเจลจะแก้ได้ครอบคลุมกว่า
เครื่องดูดความชื้นสำหรับห้องที่ชื้นมาก
ถ้าความชื้นในห้องนอนโดยรวมสูงมาก การใส่ซิลิกาเจลในตู้อย่างเดียวก็เหมือนตักน้ำออกจากอ่างที่เปิดก๊อกทิ้งไว้ ซิลิกาเจลจะอิ่มตัวเร็วมากและต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้นจนไม่คุ้ม ต้องแก้ที่ระดับห้องด้วยเครื่องลดความชื้น
สิ่งที่ต้องดูก่อนเลือกเครื่อง
- ขนาดห้อง — ห้องนอนทั่วไป 20-30 ตร.ม. ใช้เครื่องที่ดูดได้ประมาณ 800-1,000 มล./วัน ก็พอ
- ระดับเสียง — ถ้าเปิดตอนนอนต้องดูโหมดเงียบ
- ถังน้ำ — ถังเล็กต้องเทบ่อย ถังใหญ่สะดวกกว่าในช่วงหน้าฝนที่เครื่องทำงานหนัก
เครื่องลดความชื้นสำหรับห้องนอน/ห้องแต่งตัว — แก้ต้นเหตุความชื้นในอากาศที่ซึมเข้าตู้ทุกวัน เหมาะกับคอนโดที่ห้องไม่มีหน้าต่างตามที่บทความพูดถึง
ดูสินค้าสำหรับห้องที่ชื้นหนักมากหรือพื้นที่ใหญ่กว่า ต้องการเครื่องกำลังสูงขึ้น
เครื่องลดความชื้นกำลังสูง 12 ลิตร/วัน — สำหรับห้องที่ความชื้นหนักหน้าฝน ช่วยลดภาระให้ซิลิกาเจลในตู้ไม่อิ่มตัวเร็วเกินไป
ดูสินค้าวิธีจัดเสื้อผ้าในตู้ให้อากาศถ่ายเทและไม่สะสมความชื้น
การจัดของในตู้ส่งผลต่อการหมุนเวียนอากาศโดยตรง ตู้ที่ยัดเสื้อผ้าแน่นทุกชั้นคืออีกสาเหตุที่ทำให้อับง่ายกว่าปกติ
เว้นช่องว่างระหว่างเสื้อผ้าและผนังตู้
เสื้อผ้าที่แขวนชิดผนังด้านหลังตู้จะปิดกั้นอากาศไม่ให้ไหลเวียน ผนังด้านหลังที่ไม่มีอากาศผ่านจะสะสมความชื้นได้ง่ายและเป็นจุดที่ขึ้นราก่อนส่วนอื่น เว้นช่องว่างระหว่างผ้าที่แขวนกับผนังหลังอย่างน้อยหนึ่งนิ้วก็ช่วยได้มากกว่าที่คิด
ไม้แขวนแบบหลายชั้นช่วยให้แขวนได้เยอะขึ้นโดยไม่ต้องดันเสื้อผ้าชิดผนัง เพราะใช้พื้นที่แนวตั้งแทนที่จะยัดแนวนอน
ไม้แขวนกางเกงหลายชั้น — ช่วยเพิ่มระยะห่างระหว่างเสื้อผ้าในตู้ให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น ลดการอัดแน่นที่ทำให้ความชื้นขัง
ดูสินค้าแยกเสื้อผ้าตามฤดูและลดของที่ไม่ได้ใช้
เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มาหลายเดือนและถูกทับอยู่ด้านในคือแหล่งสะสมความชื้นที่ดีที่สุด เพราะอากาศไม่เคยผ่านเลย ความชื้นที่ขังอยู่ในเนื้อผ้าก็ค่อยๆ ปล่อยออกมาในตู้ทีละนิด
วิธีที่ได้ผลคือแยกเสื้อผ้าตามฤดูออกจากกัน ชุดที่ไม่ได้ใส่ในช่วงนี้ให้เก็บแยกออกไป ตัวเลือกที่ดีคือ
- ถุงสุญญากาศ — บีบอากาศออกได้ ลดพื้นที่และป้องกันความชื้นเข้าได้ดี
- ถุงคลุมเสื้อผ้ามีซิป — เหมาะกับชุดที่แขวนอยู่ในตู้แต่ไม่ได้ใส่บ่อย ป้องกันความชื้นโดยตรง
- กล่องเก็บเสื้อผ้าระบายอากาศ — สำหรับเสื้อผ้าพับที่ต้องการระบายอากาศได้บ้าง ไม่ปิดทึบจนเกินไป
ถุงคลุมเสื้อผ้า PEVA กันฝุ่นและความชื้น — ป้องกันเสื้อผ้าที่แขวนในตู้ไม่ให้รับความชื้นโดยตรง เหมาะกับเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่บ่อยในช่วงหน้าฝน
ดูสินค้ากล่องเก็บเสื้อผ้าด้านหน้าโปร่งใสระบายอากาศได้ — เหมาะเก็บเสื้อผ้าพับในตู้โดยไม่ปิดทึบจนอากาศขัง ลดจุดสะสมความชื้นในตู้
ดูสินค้าเสื้อผ้าที่ออกจากตู้หลักไปแล้วก็ไม่ได้หายไปไหน แค่ไม่ต้องนั่งรับความชื้นในตู้ทุกวันตลอดหน้าฝน
นิสัยประจำวันที่ป้องกันตู้เสื้อผ้าเหม็นอับในระยะยาว
ของดูดความชื้นและการทำความสะอาดช่วยได้ แต่ถ้านิสัยการใช้ตู้ยังเหมือนเดิม ปัญหาก็วนกลับมาทุกหน้าฝน
ตรวจสอบว่าเสื้อผ้าแห้งสนิทก่อนพับเก็บ
หน้าฝนที่อากาศชื้น เสื้อผ้าที่ตากในร่มมักไม่แห้งสนิทแม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว ผ้าหนาอย่างยีนส์หรือผ้าขนหนูยิ่งหลอกได้ดี ด้านนอกแห้งแต่ด้านในยังชื้นอยู่
ถ้าไม่มีเครื่องอบผ้า ลองใช้พัดลมเป่าตรงๆ หรือทิ้งไว้อีกครึ่งชั่วโมงหลังจากที่คิดว่าแห้งแล้ว กฎง่ายๆ คือถ้าจับแล้วยังรู้สึกเย็นกว่าอุณหภูมิห้อง แสดงว่ายังไม่แห้งพอ
เปิดตู้ระบายอากาศสัปดาห์ละครั้ง
นิสัยเล็กๆ ที่ทำได้ทันทีคือเปิดบานตู้ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที สัปดาห์ละครั้ง เลือกช่วงที่อากาศแห้งที่สุดในสัปดาห์นั้น เช่น วันที่เปิดแอร์มาทั้งวันหรือวันที่ฝนไม่ตก อากาศในตู้จะได้สลับกับอากาศข้างนอกที่แห้งกว่า
ดูเหมือนเล็กน้อยแต่ทำสม่ำเสมอแล้วได้ผลจริง เพราะตู้ที่ไม่เคยได้ระบายอากาศเลยคืออากาศที่นิ่งและชื้นสะสมไปเรื่อยๆ
เปลี่ยนของดูดความชื้นก่อนที่มันจะหมดประสิทธิภาพ
ของดูดความชื้นที่อิ่มตัวแล้วแต่ยังวางทิ้งไว้ในตู้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนหรืออบแห้งแล้ว
- ถุงดูดความชื้นแบบสารเคมี — น้ำในถุงพลาสติกด้านล่างเต็มหรือใกล้เต็ม
- ซิลิกาเจลแบบเปลี่ยนสี — เม็ดเปลี่ยนจากสีฟ้าหรือส้มเป็นสีอื่นตามที่ระบุ
- ถ่านดูดกลิ่น — กลิ่นในตู้เริ่มกลับมาทั้งที่ยังวางถ่านอยู่ แสดงว่าถ่านอิ่มตัวแล้ว
หน้าฝนที่ความชื้นสูง ของดูดความชื้นจะหมดเร็วกว่าปกติมาก ถ้าปกติเปลี่ยนทุก 2 เดือน หน้าฝนอาจต้องเปลี่ยนทุก3-4 สัปดาห์ โดยเฉพาะตู้ที่อยู่ในห้องที่ไม่ค่อยเปิดแอร์
