สัญญาณที่บอกว่าบ้านคุณอาจมีไฟรั่ว
ไฟรั่วส่วนใหญ่ไม่ได้แจ้งตัวเองด้วยประกายหรือเสียง แต่มีสัญญาณเล็กๆ ที่สังเกตได้จากพฤติกรรมของระบบไฟฟ้าในบ้าน ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้มากกว่า 1 อย่าง ให้เริ่มเช็คจริงจัง
ค่าไฟพุ่งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
วิธีที่เร็วที่สุดคือดึงบิลค่าไฟย้อนหลัง 3 เดือน มาวางเรียงกัน ถ้าเดือนล่าสุดสูงกว่าเดือนก่อนหน้า 300-500 บาท โดยไม่ได้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม ไม่ได้เปิดแอร์นานขึ้น หรือไม่มีคนอยู่บ้านมากขึ้น — นั่นคือตัวเลขที่ต้องหยุดคิด
ค่าไฟขึ้นราคาตามอัตราการไฟฟ้าจริง แต่ขึ้นทีละนิด ไม่ใช่กระโดดเป็นร้อยในเดือนเดียว ถ้าตัวเลขในบิลไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมใช้ไฟจริงในบ้าน ให้สงสัยก่อนเลยว่ามีกระแสรั่วไหลออกนอกวงจรปกติอยู่
เบรกเกอร์ตัดบ่อยหรือตัดเองโดยไม่มีสาเหตุ
เบรกเกอร์ตัดมีสองกรณีที่ต้องแยกให้ออก กรณีแรกคือตัดเพราะโหลดเกิน เช่น เปิดแอร์ เปิดเตารีด เปิดไมโครเวฟพร้อมกันในวงจรเดียว — แบบนี้ปกติ เบรกเกอร์ทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว
กรณีที่น่าเป็นห่วงคือเบรกเกอร์ตัดทั้งที่ไม่ได้ใช้ไฟหนัก หรือตัดซ้ำๆ ในช่วงเวลาเดิมทุกวัน โดยไม่มีเหตุชัดเจน แบบนี้อาจหมายถึงมีกระแสรั่วไหลออกนอกวงจร และเบรกเกอร์กำลังพยายามตัดป้องกัน ถ้าเจอแบบนี้อย่าเพิ่งรีเซ็ตแล้วใช้ต่อ ให้เริ่มหาสาเหตุก่อน
รู้สึกชาหรือซ่าเมื่อแตะอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือก๊อกน้ำ
นี่คือสัญญาณที่อันตรายที่สุด และต้องหยุดใช้อุปกรณ์นั้นทันที อาการชาเล็กน้อยที่มือหรือเท้าเมื่อแตะตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือก๊อกน้ำโลหะ หมายความว่ากระแสไฟฟ้ากำลังหาทางออกผ่านร่างกาย
ชาแค่นิดเดียวก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก — กระแสที่รู้สึกได้แค่ซ่าๆ อาจมากพอที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตถ้าเจอในสภาพที่ร่างกายเปียกหรือยืนบนพื้นเปียก แบบนี้ไม่ใช่งานเช็คเอง ต้องเรียกช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตก่อนจะกลับไปใช้อุปกรณ์นั้นอีก
วิธีเช็คไฟรั่วในบ้านเบื้องต้นด้วยตัวเอง
มีขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ เริ่มจากการสังเกตมิเตอร์ก่อน แล้วค่อยแยกวงจรทีละส่วน วิธีนี้ช่วยบอกได้ว่ามีไฟรั่วจริงหรือไม่ และรั่วอยู่ที่โซนไหนของบ้าน
เช็คมิเตอร์ตอนปิดไฟทุกจุด
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ให้คำตอบชัดที่สุด เริ่มด้วยการถอดปลั๊กทุกอย่างในบ้านออกหมด ทั้งโทรศัพท์ชาร์จ เราเตอร์ ตู้เย็น ทีวี ทุกอย่าง แล้วไปดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้าน
มิเตอร์แบบจานหมุนดูง่ายที่สุด ถ้าจานยังหมุนอยู่ทั้งที่ไม่มีอะไรเสียบปลั๊กเลย แสดงว่ามีกระแสไหลออกจากบ้านอยู่จริง มิเตอร์แบบดิจิทัลให้ดูที่ตัวเลขว่ายังวิ่งขึ้นอยู่ไหมในสภาวะที่ควรเป็นศูนย์ ถ้าไม่แน่ใจ ลองถ่ายรูปมิเตอร์ไว้สองครั้งห่างกัน 5 นาที แล้วเทียบตัวเลข
แยกวงจรทีละส่วนด้วยเบรกเกอร์
ถ้าเช็คมิเตอร์แล้วพบว่ามีกระแสรั่วจริง ขั้นต่อไปคือหาว่ารั่วอยู่ที่โซนไหน วิธีคือใช้เบรกเกอร์ในตู้ไฟแยกวงจรทีละส่วน ทำตามลำดับนี้
- เปิดเบรกเกอร์หลักทิ้งไว้ตัวเดียว แล้วปิดลูกย่อยทุกตัว ดูมิเตอร์ว่าหยุดหมุนหรือยัง
- ถ้าหยุดแล้ว ค่อยเปิดลูกย่อยทีละตัว ทีละห้อง แล้วดูมิเตอร์หลังเปิดแต่ละตัว
- ตัวไหนที่เปิดแล้วมิเตอร์เริ่มหมุน — นั่นคือวงจรที่มีปัญหา
วิธีนี้ช่วยระบุโซนได้ก่อนเรียกช่าง และช่วยให้ช่างทำงานได้เร็วขึ้น ค่าแรงก็ถูกลงตามไปด้วย
ตรวจสอบปลั๊กและสายไฟที่มองเห็น
หลังจากรู้แล้วว่าปัญหาอยู่โซนไหน ให้เดินตรวจสายตาในโซนนั้น มีหลายจุดที่ตรวจได้เองโดยไม่ต้องเปิดผนัง
สิ่งที่ต้องมองหา
- ปลั๊กที่มีรอยไหม้ สีเปลี่ยน หรือมีกลิ่นไหม้รอบๆ
- สายไฟที่ฉนวนแตก แข็งกรอบ หรือถูกหนูกัด
- ปลั๊กที่อยู่ใกล้น้ำหรืออยู่ในพื้นที่ชื้น เช่น ใต้อ่างล้างจาน หลังเครื่องซักผ้า หรือข้างฝักบัว
ถ้าเจอปลั๊กที่มีรอยไหม้ชัดเจน เปลี่ยนได้เลย แต่ถ้าสายไฟที่เสียหายอยู่ในผนังหรือเพดาน หยุดตรงนั้น งานในผนังเป็นงานช่าง ไม่ใช่งานทำเอง
ปากกาเช็กไฟแบบไม่สัมผัสใช้สแกนสายไฟและปลั๊กได้โดยไม่ต้องถอดฝาครอบ — ตรงกับขั้นตอนเช็กไฟรั่วเบื้องต้นที่บทความแนะนำให้ทำก่อนเรียกช่าง
ดูสินค้าปากกาเช็กไฟแบบไม่สัมผัสช่วยได้มากตรงจุดนี้ แค่เอาปลายปากกาเข้าใกล้สายไฟหรือปลั๊กที่สงสัย ถ้ามีกระแสอยู่จะมีสัญญาณไฟหรือเสียงทันที ไม่ต้องถอดฝาหรือแตะสายตรงๆ
เจาะลึกต่อ: เบรกเกอร์กันดูด
อุปกรณ์ที่ช่วยเช็คและป้องกันไฟรั่วได้จริง
ถ้าเช็คเบื้องต้นแล้วสงสัยว่ามีปัญหา หรืออยากป้องกันไว้ก่อน มีอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นที่คุ้มค่าลงทุนมากกว่าจ่ายค่าไฟแพงทุกเดือนหรือรอให้เกิดอุบัติเหตุ
เครื่องตัดไฟรั่ว RCD หรือ RCBO คืออะไรและต่างกันยังไง
RCD (Residual Current Device) คืออุปกรณ์ที่คอยตรวจจับกระแสที่รั่วออกนอกวงจร ถ้าตรวจพบว่ากระแสที่วิ่งออกกับกระแสที่วิ่งกลับมาไม่เท่ากัน แปลว่ามีกระแสรั่วไหลออกทางอื่น เช่น ผ่านร่างกายคน หรือผ่านฉนวนที่เสื่อม — ก็จะตัดวงจรทันทีภายในเวลาไม่ถึงวินาที
RCBO คือรุ่นที่รวมทั้ง RCD และเบรกเกอร์กันโอเวอร์โหลดไว้ในตัวเดียว ตัดได้ทั้งไฟรั่วและไฟเกิน ใช้แทนลูกย่อยในตู้ไฟได้เลย มาตรฐาน มอก. กำหนดให้วงจรห้องน้ำและครัวต้องมีอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่วอยู่แล้ว — บ้านที่ไม่มีเลยสักตัวถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานและเสี่ยงกว่ามาก
เครื่องตัดไฟอัตโนมัติ RCBO ป้องกันไฟรั่ว ไฟดูด และลัดวงจรในตัวเดียว — ติดตั้งเพื่อป้องกันหลังจากเช็กพบจุดเสี่ยงตามที่บทความแนะนำ
ดูสินค้าRCBO แบรนด์ Schneider ผ่านมาตรฐาน IEC และ มอก. — สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนลูกย่อยในตู้ไฟหลังพบว่าวงจรใดมีกระแสรั่ว
ดูสินค้าRCBO ติดตั้งต้องให้ช่างไฟที่มีใบอนุญาตทำเท่านั้น ห้ามทำเองเด็ดขาด แต่ราคาค่าติดตั้งครั้งเดียวถูกกว่าค่าไฟที่จ่ายเกินทุกเดือนแน่นอน
ปากกาวัดไฟและมัลติมิเตอร์ ใช้เช็คอะไรได้บ้าง
ปากกาวัดไฟแบบไม่สัมผัสเป็นอุปกรณ์ที่คุ้มที่สุดสำหรับเช็คเบื้องต้น ราคาเริ่มต้นไม่กี่สิบบาท ใช้งานง่าย แค่เอาปลายเข้าใกล้สายหรือปลั๊กที่สงสัย ถ้ามีกระแสจะมีสัญญาณทันที เหมาะสำหรับสแกนจุดที่สงสัยโดยไม่ต้องแตะสายตรงๆ
มัลติมิเตอร์ให้ข้อมูลละเอียดกว่า วัดแรงดัน AC/DC ได้เป็นตัวเลข รุ่นที่มีฟังก์ชัน NCV (Non-Contact Voltage) ก็ทำงานคล้ายปากกาวัดไฟ แต่ยังวัดค่าแรงดันจริงได้ด้วย ข้อจำกัดคืออุปกรณ์พวกนี้บอกได้ว่า "มีกระแส" หรือ "ไม่มีกระแส" แต่ถ้าอยากรู้ว่ากระแสรั่วเท่าไหร่หรือรั่วผ่านเส้นทางไหน ต้องใช้ช่างที่มีอุปกรณ์ตรวจเฉพาะทาง
มัลติมิเตอร์ดิจิทัลพร้อมฟังก์ชัน NCV วัดแรงดัน AC/DC ได้ — ใช้ตรวจจุดที่สงสัยว่ารั่วได้ละเอียดกว่าปากกาเช็กไฟ ราคาเข้าถึงง่าย
ดูสินค้าเสียบปลั๊กแล้วอ่านผลได้ทันทีว่าวงจรนั้นต่อสายดินถูกต้องไหม — ช่วยหาจุดที่ไฟรั่วผ่านปลั๊กได้โดยไม่ต้องใช้มิเตอร์
ดูสินค้าจุดที่ไฟรั่วบ่อยที่สุดในบ้านและเหตุผลที่คนมักมองข้าม
ไฟรั่วส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสายเมนหรือระบบใหญ่ แต่มาจากจุดเล็กๆ ที่ใช้งานหนักหรืออยู่ในพื้นที่ชื้น ซึ่งเป็นจุดที่คนมักไม่นึกถึงจนกว่าจะมีปัญหา
ห้องน้ำและครัว พื้นที่เสี่ยงอันดับหนึ่ง
ความชื้นคือศัตรูหลักของฉนวนสายไฟ ปลั๊กที่อยู่ใกล้อ่างล้างจาน เครื่องซักผ้า หรือเครื่องทำน้ำอุ่น โดนละอองน้ำสะสมทุกวัน ฉนวนเสื่อมเร็วกว่าปลั๊กในห้องนั่งเล่นหลายเท่า
ปัญหาที่เจอบ่อยคือปลั๊กเครื่องทำน้ำอุ่นที่ไม่มีสายดิน หรือสายดินต่อไว้แต่วงจรในบ้านไม่มีสายดินจริงๆ กระแสที่รั่วออกมาจากเครื่องก็ไม่มีทางระบายออก วิ่งผ่านตัวเครื่องแทน แตะตัวเครื่องตอนมือเปียกก็รู้สึกซ่าได้ทันที
ปลั๊กพ่วงและสายต่อพ่วงที่ใช้มานาน
ปลั๊กพ่วงที่ใช้มาเกิน 3-5 ปี โดยไม่เคยเปลี่ยน ฉนวนภายในเสื่อมได้โดยไม่มีสัญญาณภายนอกให้เห็น ตัวเครื่องดูปกติ แต่ข้างในสายอาจแตกร้าวหรือหลุดจากขั้วบางส่วนแล้ว
รุ่นที่ไม่มี มอก. 2432 เสี่ยงกว่าเพราะไม่มีระบบป้องกันในตัว ไม่มีเซอร์กิตเบรกเกอร์ ไม่มีฟิวส์ ถ้าเกิดการรั่วหรือลัดวงจรก็ไม่มีอะไรตัด กระแสวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนเกิดความร้อนสะสม เป็นจุดเริ่มต้นของไฟไหม้ที่พบบ่อยมากในบ้านพักอาศัย
เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่มีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ปลั๊ก 2 ขา ไม่มีขาดิน ถ้าฉนวนภายในเสื่อมลงตามอายุการใช้งาน กระแสที่รั่วออกมาจากชิ้นส่วนโลหะภายในจะไม่มีทางออก เพราะไม่มีสายดินพาไปลงดิน กระแสนั้นจะวิ่งออกผ่านตัวเครื่องรอคนมาแตะแทน
สายดินทำหน้าที่เหมือนทางออกฉุกเฉิน ถ้ามีกระแสรั่วออกมา สายดินจะพากระแสนั้นลงดินก่อนที่มันจะวิ่งผ่านร่างกายคน เครื่องไฟฟ้าเก่าที่ไม่มีสายดินและฉนวนเสื่อมแล้ว คือของที่ควรเปลี่ยนก่อนจะรอให้มีเหตุ
แบบไหนเช็คเองได้ แบบไหนต้องเรียกช่าง
นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุด งานเช็คเบื้องต้นทำเองได้และควรทำ แต่งานบางอย่างถ้าทำเองโดยไม่มีความรู้อาจเสี่ยงกว่าปัญหาเดิม
งานที่ทำเองได้อย่างปลอดภัย
การสังเกตและตรวจสอบเบื้องต้นเป็นงานที่คนทั่วไปทำได้ ไม่ต้องมีความรู้เฉพาะทาง และควรทำก่อนเสมอเพื่อประหยัดเวลาและค่าแรงช่าง
- สังเกตมิเตอร์ไฟฟ้าหลังถอดปลั๊กทุกอย่าง
- ใช้เบรกเกอร์แยกวงจรทีละส่วนเพื่อหาโซนปัญหา
- ตรวจสอบปลั๊กและสายไฟที่มองเห็นด้วยตาหรือปากกาวัดไฟ
- เปลี่ยนปลั๊กตัวที่มีรอยไหม้ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย (ปลั๊กที่ต่อออกมา ไม่ใช่ปลั๊กในผนัง)
- บันทึกโซนที่พบปัญหาและอาการให้ชัดก่อนโทรหาช่าง
งานพวกนี้ช่วยให้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน และช่วยให้ช่างทำงานได้ตรงจุดขึ้น
งานที่ต้องให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตทำเท่านั้น
มีงานบางประเภทที่ห้ามทำเองโดยเด็ดขาด ไม่ใช่เรื่องของทักษะ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและกฎหมาย
- เดินสายไฟในผนัง เพดาน หรือท่อร้อยสาย
- ต่อหรือเปลี่ยนสายเมนและสายที่เชื่อมกับตู้ไฟหลัก
- ติดตั้ง RCBO หรือ RCD เข้าตู้ไฟ
- ตรวจสอบและซ่อมระบบสายดินทั้งบ้าน
- งานใดก็ตามที่ต้องเปิดตู้ไฟหลักหรือแตะสายที่ยังมีกระแส
ช่างไฟฟ้าที่ควรใช้คือช่างที่มีใบอนุญาตจาก กฟน. หรือ กฟภ. รับรอง ถามก่อนให้เข้าบ้านได้เลย ค่าตรวจครั้งเดียวถูกกว่าค่าไฟที่จ่ายเกินสะสมหลายเดือน และถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลแน่นอน
