ส่วนที่ล้างแอร์เองได้ทุกบ้าน
มีอยู่ 2-3 จุดในแอร์ที่ออกแบบมาให้เจ้าของบ้านดูแลเองได้ ไม่ต้องมีทักษะช่าง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ แค่รู้วิธีถอดและล้างให้ถูกขั้นตอน
แผ่นกรองอากาศ (ฟิลเตอร์) — จุดแรกที่ต้องดูแล
ฟิลเตอร์คือส่วนที่เข้าถึงง่ายที่สุด และเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นอับที่โชยออกมาตอนเปิดเครื่องใหม่ๆ วิธีถอดก็ตรงไปตรงมา — เปิดฝาครอบด้านหน้าตัวเครื่อง ดึงแผ่นกรองออกมาเบาๆ แล้วเอาไปล้างใต้น้ำไหล ใช้มือขยี้เบาๆ หรือแปรงขนอ่อนปัดฝุ่นออก ไม่ต้องใช้น้ำยาอะไรเป็นพิเศษ
สิ่งสำคัญที่คนมักข้ามคือการ ตากให้แห้งสนิท ก่อนใส่คืน ฟิลเตอร์ที่ยังชื้นอยู่แล้วเอาใส่กลับเข้าเครื่องคือต้นเหตุของกลิ่นอับและเชื้อราในระยะยาว ตากในที่ร่มอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ก่อนใส่คืนเสมอ
สัญญาณที่บอกว่าฟิลเตอร์ต้องล้างแล้ว มีอยู่ไม่กี่อย่าง:
- ฝุ่นเกาะเห็นชัดเป็นแผ่นสีเทา ลูบนิ้วแล้วติดมือ
- กลิ่นอับออกมาตอนเปิดเครื่องใหม่ๆ สัก 2-3 นาที
- แอร์รู้สึกว่าลมอ่อนลงทั้งที่ตั้งความเร็วพัดลมเท่าเดิม
ถ้ายังไม่เคยล้างเลยตั้งแต่ซื้อแอร์มา ลองเปิดฝาดูก่อนเลยก็ได้ ส่วนใหญ่จะเห็นฝุ่นเกาะหนาจนแทบไม่เห็นตาข่ายข้างใต้
ตัวเครื่องด้านนอกและช่องระบายอากาศ
ฝาครอบด้านนอกและช่องระบายอากาศของยูนิตในเป็นอีกจุดที่ดูแลเองได้ง่ายมาก ฝุ่นที่สะสมรอบช่องระบายอากาศทำให้ลมหมุนเวียนได้ไม่ดี เครื่องต้องทำงานหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดฝาครอบด้านนอก หรือแปรงขนอ่อนปัดฝุ่นออกจากช่องระบายอากาศ ไม่ต้องถอดชิ้นส่วนใดออกเลย ทำได้ทุก 2-4 สัปดาห์ควบคู่กับการล้างฟิลเตอร์
ผ้าไมโครไฟเบอร์ Scotch-Brite เช็ดฝุ่นได้ทั้งแบบแห้งและเปียก — เหมาะสำหรับเช็ดตัวเครื่องด้านนอกและฝาครอบแอร์ที่บทความแนะนำให้ทำเองได้
ดูสินค้าผ้าไมโครไฟเบอร์เหมาะกับงานนี้มาก เพราะดักจับฝุ่นได้ดีกว่าผ้าทั่วไป และไม่ทิ้งขนไว้บนพื้นผิวเครื่อง ใช้แบบแห้งปัดฝุ่นก่อน แล้วใช้แบบชื้นเช็ดตาม ก็สะอาดแล้ว
ส่วนที่ล้างเองได้ แต่ต้องระวัง
มีอีกหนึ่งจุดที่หลายคนลองทำเองแล้วได้ผล แต่ถ้าทำผิดวิธีก็เสี่ยงของพังหรือแอร์ทำงานผิดปกติได้ — คือการฉีดน้ำยาล้างคอยล์เย็นด้วยโฟมสเปรย์สำเร็จรูป
น้ำยาโฟมล้างคอยล์เย็น — ทำได้แต่มีเงื่อนไข
น้ำยาโฟมล้างแอร์สำเร็จรูปที่ขายตามร้านทั่วไปออกแบบมาให้ใช้ง่าย ฉีดเข้าไปที่คอยล์เย็น โฟมจะซึมเข้าไปละลายสิ่งสกปรก แล้วไหลออกทางท่อน้ำทิ้งเองโดยไม่ต้องล้างออกด้วยน้ำ ฟังดูสะดวก และถ้าทำถูกวิธีก็สะดวกจริง
แต่มีเงื่อนไขที่ต้องรู้ก่อนใช้:
- ฉีดเฉพาะที่คอยล์เย็น — อย่าให้โฟมกระเด็นเข้าหาบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ด้านข้าง
- หลังฉีดต้องเปิดแอร์ทิ้งไว้ ให้น้ำยาไหลออกทางท่อน้ำทิ้ง อย่าปิดเครื่องทันที
- ถ้าไม่แน่ใจตำแหน่งบอร์ด ให้ดูคู่มือเครื่องก่อน หรือถ่ายรูปด้านในไว้ก่อนฉีด
เคสที่เจอบ่อยคือคนฉีดโฟมแล้วรีบปิดเครื่อง น้ำยาค้างอยู่ในคอยล์ ไม่ได้ไหลออก กลายเป็นเพิ่มความชื้นและกลิ่นแทน ทำให้รู้สึกว่าล้างแล้วแต่ไม่ดีขึ้น
ท่อน้ำทิ้ง — เช็กได้เองว่าอุดตันไหม
ถ้าแอร์หยดน้ำลงมาในห้อง นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าท่อน้ำทิ้งอาจมีปัญหา ปกติน้ำควรไหลออกทางท่อไปสู่ภายนอกหรือท่อระบาย ถ้าไหลไม่ออกก็จะล้นออกมาในห้องแทน
วิธีเช็กเบื้องต้นทำเองได้ ลองรินน้ำสะอาดเล็กน้อยเข้าไปที่ถาดรองน้ำ แล้วดูว่าน้ำไหลออกได้ปกติไหม ถ้าไหลช้าหรือไม่ไหล อาจมีตะไคร่หรือฝุ่นอุดอยู่ที่ปากท่อ ลองใช้ลมเป่าเบาๆ หรือดูดออกด้วยปั๊มลมขนาดเล็กก็ช่วยได้ในกรณีที่อุดตันไม่หนักมาก แต่ถ้าแก้แล้วยังหยดอยู่ ให้เรียกช่างมาดูดีกว่า
อ่านคู่กัน: แอร์ห้องนอนกี่ BTU
จุดที่ห้ามล้างเอง ต้องให้ช่างทำเท่านั้น
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ เพราะถ้าทำผิดจุด ค่าซ่อมแพงกว่าค่าล้างแอร์หลายเท่า และบางกรณีเสี่ยงต่อความปลอดภัยด้วย
คอยล์ร้อน (ยูนิตนอก) — ล้างเองได้ยากและเสี่ยง
คอยล์ร้อนอยู่ที่ยูนิตนอก ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากระบบ ถ้าสกปรกมากแอร์จะเย็นช้าและกินไฟมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การล้างต้องใช้แรงดันน้ำในระดับที่เหมาะสมและฉีดในทิศทางที่ถูกต้อง
ถ้าฉีดน้ำแรงเกินหรือผิดทิศ ครีบอลูมิเนียมบางๆ ที่เรียงกันอยู่จะงอทันที และครีบที่งอแล้วแก้ไม่ได้ง่ายๆ ประสิทธิภาพการระบายความร้อนลดลงถาวร ค่าซ่อมเปลี่ยนคอยล์ร้อนแพงกว่าค่าล้างแอร์โดยช่างหลายเท่า งานนี้ให้ช่างทำดีกว่าในทุกกรณี
น้ำยาแอร์และระบบท่อทำความเย็น
สัญญาณที่บอกว่าน้ำยาแอร์อาจมีปัญหาคือแอร์ไม่เย็น ทั้งที่ฟิลเตอร์สะอาดแล้ว ตั้งอุณหภูมิต่ำแล้ว แต่ห้องก็ยังไม่เย็นลง บางครั้งอาจเห็นน้ำแข็งเกาะที่ท่อหรือคอยล์เย็นด้วย
น้ำยาแอร์รั่วหรือหมดต้องให้ช่างที่มีใบอนุญาตเติมเท่านั้น เพราะน้ำยาแอร์เป็นสารเคมีที่ต้องจัดการด้วยอุปกรณ์เฉพาะ และการเติมผิดชนิดหรือผิดปริมาณทำให้คอมเพรสเซอร์พังได้ ซึ่งค่าซ่อมหรือเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์นั้นแพงมาก
บอร์ดควบคุมและระบบไฟฟ้าภายในเครื่อง
แม้จะปิดสวิตช์แอร์แล้ว ก็ยังมีไฟค้างอยู่ในตัวเก็บประจุ (capacitor) ภายในเครื่อง ไฟที่ค้างอยู่นี้ปล่อยออกมาได้ทันทีเมื่อสัมผัส และอันตรายพอๆ กับไฟจากปลั๊กปกติ
งานใดก็ตามที่ต้องเปิดฝาด้านในและแตะชิ้นส่วนไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดควบคุม สายไฟ หรือตัวเก็บประจุ — ให้ช่างที่ชำนาญเป็นคนทำเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น
เจาะลึกต่อ: กลิ่นเหม็นอับ ตู้เย็น คอนโด
ล้างแอร์บ่อยแค่ไหนถึงพอ
คำถามนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในบ้านมากกว่าตัวเลขตายตัว คนที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่หรือมีสัตว์เลี้ยงต้องล้างถี่กว่าคนที่อยู่ในคอนโดชั้นสูงที่ฝุ่นน้อยกว่า
ตารางล้างที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ความถี่ที่ใช้ได้จริงสำหรับคนส่วนใหญ่ ดูแบบนี้:
- ฟิลเตอร์ — ล้างทุก 2-4 สัปดาห์ ถ้าบ้านมีสัตว์เลี้ยงหรืออยู่ใกล้ถนน ลดเป็นทุก 2 สัปดาห์เลย
- เช็ดตัวเครื่องด้านนอก — ทำพร้อมกับล้างฟิลเตอร์ได้เลย ใช้เวลาไม่กี่นาที
- ล้างแอร์ใหญ่โดยช่าง — ทุก 6-12 เดือน ขึ้นกับการใช้งาน ถ้าเปิดแอร์เกือบทั้งวันทุกวัน ควรเรียกช่างทุก 6 เดือน
ตัวเลขพวกนี้เป็นแค่เส้นฐาน สิ่งที่บอกได้ดีกว่าคือสัญญาณจากตัวเครื่องเอง ถ้าแอร์แสดงอาการผิดปกติก่อนถึงรอบ ก็ไม่ต้องรอ
สัญญาณเตือนที่บอกว่าแอร์ต้องการความสนใจด่วน
แต่ละอาการบอกถึงคนละปัญหา รู้จักอาการก็แก้ได้ตรงจุดกว่า:
- กลิ่นอับตอนเปิดเครื่องใหม่ๆ — ฟิลเตอร์สกปรกหรือเชื้อราในคอยล์เย็น ล้างฟิลเตอร์ก่อน ถ้ายังอยู่ให้เรียกช่าง
- น้ำหยดลงมาในห้อง — ท่อน้ำทิ้งอุดตัน เช็กและแก้เบื้องต้นเองได้ ถ้าไม่หายให้ช่างดู
- เสียงดังผิดปกติ เช่น เสียงสั่น เสียงแปลกๆ — อาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเครื่อง หรือพัดลมมีปัญหา ให้ช่างตรวจ
- แอร์ไม่เย็นทั้งที่ตั้งอุณหภูมิต่ำแล้ว ฟิลเตอร์สะอาดแล้ว — อาจเป็นเรื่องน้ำยาแอร์หรือคอมเพรสเซอร์ เรียกช่างทันที
อาการพวกนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน มักบานปลายเป็นปัญหาที่แก้แพงกว่าเดิมเสมอ
อุปกรณ์ที่ควรมีถ้าจะล้างแอร์เองที่บ้าน
ไม่ต้องลงทุนเยอะ แต่มีของบางอย่างที่ช่วยให้ล้างได้สะอาดขึ้นและไม่เลอะห้องด้วย
ของที่ต้องมีก่อนเริ่มล้าง
ของที่ต้องเตรียมมีไม่มาก แต่ขาดชิ้นไหนไปก็ทำให้งานยากขึ้นหรือเลอะกว่าที่ควร:
- ผ้าไมโครไฟเบอร์ — ใช้เช็ดฝาครอบและตัวเครื่องด้านนอก ดักฝุ่นได้ดีกว่าผ้าทั่วไปและไม่ทิ้งขน
- แปรงขนอ่อน — ปัดฝุ่นออกจากช่องระบายอากาศที่ผ้าเข้าไม่ถึง
- น้ำยาโฟมสเปรย์ล้างแอร์ — สำหรับทำความสะอาดคอยล์เย็นแบบไม่ต้องล้างออกด้วยน้ำ
- ถุงพลาสติกหรือผ้าคลุม — รองรับน้ำที่ไหลออกมาตอนใช้น้ำยาโฟม ป้องกันเลอะผนังและพื้น
ผ้าไมโครไฟเบอร์ 10 ผืนราคาประหยัด ใช้เช็ดฝุ่นรอบตัวเครื่องและฝาครอบได้หลายรอบ — ของที่ควรมีติดบ้านถ้าจะล้างแอร์เองสม่ำเสมอ
ดูสินค้าผ้าไมโครไฟเบอร์แบบแพ็คหลายผืนคุ้มกว่าซื้อทีละผืน เพราะงานล้างแอร์ต้องใช้ผ้าหลายผืนในรอบเดียว — ผืนหนึ่งเช็ดฝุ่นแห้ง อีกผืนเช็ดชื้น และมีเผื่อไว้ใช้งานอื่นในบ้านได้อีก ล้างแล้วใช้ซ้ำได้หลายรอบ
