สิ่งที่ต่างกันก่อนแม้แต่จะเสียบหลอด
ก่อนเทียบสีหรือความสว่าง มีเรื่องหนึ่งที่คนคอนโดต้องรู้ก่อน นั่นคือระบบเชื่อมต่อที่สองแบรนด์นี้ใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิง และมันกระทบค่าใช้จ่ายตั้งต้นอย่างมาก
Philips Hue ต้องซื้อ Bridge แยก Yeelight เสียบแล้วใช้เลย
Philips Hue ใช้โปรโตคอล Zigbee ในการสื่อสาร ซึ่งหมายความว่าหลอดไม่ได้คุยกับ Wi-Fi ตรงๆ แต่ต้องผ่านกล่องเล็กๆ ที่เรียกว่า Hue Bridge ก่อน ราคาของ Bridge อยู่ในช่วง 1,500-2,000 บาท และต้องซื้อแยกต่างหากจากตัวหลอด
Yeelight ทำงานต่างออกไปโดยสิ้นเชิง หลอดเชื่อมต่อ Wi-Fi ของห้องโดยตรง เสียบหลอด เปิดแอป จับคู่ แค่นั้นก็ใช้งานได้เลย ไม่มีอุปกรณ์เสริมให้ต้องซื้อเพิ่ม เหมาะกับคนที่อยากลองของแบบนี้โดยไม่ต้องลงทุนระบบ
ค่าเริ่มต้นจริงๆ ต่างกันเท่าไหร่
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าอยากได้หลอดเปลี่ยนสีสักหนึ่งหลอดในห้องนอน ค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงของสองทางเลือกนี้ต่างกันมาก
- Yeelight: ราคาหลอด 1 ดวง — ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่ม
- Philips Hue: ราคาหลอด 1 ดวง + ค่า Bridge อีกหลายเท่าของราคาหลอด — ก่อนจะได้ใช้งานจริง
ถ้ามีแค่หลอดเดียวหรือสองหลอด ค่า Bridge ของ Hue ดูเหมือนลงทุนหนักมาก แต่ถ้าวางแผนจะใช้หลายหลอดทั่วห้อง ต้นทุนต่อหลอดจะถูกลงเรื่อยๆ เพราะ Bridge ใบเดียวรองรับได้หลายสิบหลอด — ตรงนี้แหละที่ทำให้สองแบรนด์นี้เหมาะกับคนละสถานการณ์กัน
เทียบจากการใช้จริงในห้องคอนโด 4 แง่
พอผ่านเรื่องระบบแล้ว มาดูว่าในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่ห้องแคบ โคมมีไม่กี่จุด สองตัวนี้ให้ประสบการณ์ต่างกันยังไงบ้าง
ความเสถียรและ latency ตอนสั่งงาน
Hue ส่งคำสั่งผ่าน Zigbee ไปยัง Bridge ก่อน แล้ว Bridge ค่อยส่งต่อไปยังหลอด วงจรนี้ไม่ขึ้นกับสัญญาณ Wi-Fi ของห้องเลย ทำให้สั่งงานแล้วหลอดตอบสนองเกือบทันที แม้ router จะอยู่อีกฝั่งของห้อง
Yeelight ขึ้นกับ Wi-Fi ตรงๆ ถ้าสัญญาณห้องนิ่งก็ใช้งานได้ดี แต่คอนโดหลายแห่งมีปัญหา router อยู่ใกล้ประตูทางเข้า ขณะที่ห้องนอนอยู่ลึกเข้าไป สัญญาณอ่อนลงพอดี กรณีแบบนี้จะเจอหลอดหน่วงบ้าง หรือบางทีแอปหาหลอดไม่เจอชั่วคราว ไม่ใช่เสียทุกครั้ง แต่เกิดขึ้นบ้าง โดยเฉพาะตอนที่มีอุปกรณ์อื่นใช้เน็ตพร้อมกันเยอะ
สีและความสว่างในห้องจริง
Philips Hue มีค่า CRI สูงกว่า หมายความว่าสีที่หลอดแสดงออกมาใกล้เคียงกับสีจริงของวัตถุในห้องมากกว่า ถ้าตั้งค่าให้เป็นโทนส้มอบอุ่น แสงที่ได้จะตรงกับที่ตั้งค่าไว้ค่อนข้างแม่น
Yeelight ให้สีสดใสและใช้งานทั่วไปได้ดี แต่ถ้าเอาไปวางเทียบกับสีจริงหรือกับ Hue ในห้องเดียวกัน จะเห็นว่าโทนสีบางช่วงอาจเพี้ยนเล็กน้อย ซึ่งสำหรับคนที่ใช้แค่ดูหนังหรือสร้างบรรยากาศ ไม่ได้ถ่ายรูปหรือทำงานกราฟิก ความต่างตรงนี้อาจไม่ได้รู้สึกชัดเจนมาก
โคมติดเพดาน ICON-L04 ของ EVE เปลี่ยนสีและหรี่แสงได้ผ่านรีโมท — ตรงกับปัญหาห้องคอนโดจุดเดียวที่อยากได้แสงสีส้มตอนดูหนัง แสงขาวตอนทำงาน และหรี่ลงก่อนนอน
ดูสินค้าเชื่อมกับสมาร์ทโฮมที่มีอยู่แล้ว
ทั้งสองแบรนด์รองรับ Google Home และ Alexa ได้ ใช้สั่งด้วยเสียงหรือตั้ง routine ได้เหมือนกัน แต่จุดที่ต่างคือ Philips Hue รองรับ Matter แล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานสมาร์ทโฮมใหม่ที่ออกแบบให้อุปกรณ์ต่างแบรนด์คุยกันได้โดยตรง
Yeelight ยังรองรับ Matter ได้จำกัดกว่าในช่วงนี้ ถ้าวางแผนจะขยายระบบสมาร์ทโฮมในอนาคต หรือมีอุปกรณ์แบรนด์อื่นอยู่แล้ว Hue จะ future-proof กว่าในแง่นี้ แต่ถ้าใช้แค่ Google Home ตัวเดียวและไม่ได้วางแผนขยาย ความต่างตรงนี้ยังไม่กระทบการใช้งานวันต่อวัน
ข้อจำกัดที่คนคอนโดมักเจอแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
มีปัญหาเฉพาะของคอนโดที่ทำให้ smart bulb ทำงานได้ไม่เต็มที่ รู้ไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องมาแก้ทีหลัง
สวิตช์ไฟในห้องเช่าเป็นศัตรูของ smart bulb
นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่ได้คิดถึงก่อนซื้อ ทั้ง Hue และ Yeelight ต้องการไฟเลี้ยงตลอดเวลาถึงจะรับคำสั่งจากแอปได้ ถ้าใครในห้องปิดสวิตช์ที่ผนังก่อน หลอดจะไม่มีไฟเลี้ยงเลย แอปสั่งงานไม่ได้ เหมือนกดรีโมททีวีทั้งที่ถอดปลั๊กไปแล้ว
ในห้องเช่าที่อยู่คนเดียวยังพอฝึกนิสัยได้ แต่ถ้าอยู่กับแฟน เพื่อนร่วมห้อง หรือมาแม่ยายมาพัก — สวิตช์ผนังจะโดนปิดแน่นอน ทางแก้คือซื้อ smart switch มาแทนสวิตช์เดิม หรือใช้เทปกาวปิดสวิตช์ทิ้งไว้ แล้วควบคุมทุกอย่างผ่านแอปแทน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายและการปรับตัวที่ต้องเตรียมใจไว้ด้วย
โคมปิดทึบกับความร้อนของหลอด
คอนโดหลายห้องมาพร้อมโคมแบบปิดทึบหรือโคมแก้วครอบ smart bulb ทั้งสองแบรนด์มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในหลอดมากกว่าหลอด LED ทั่วไป ความร้อนที่สะสมในโคมปิดจึงสูงกว่าปกติ
ถ้าใช้ในโคมปิดทึบนานๆ อาจทำให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าที่สเปกระบุไว้ ก่อนซื้อควรเช็กในหน้าสเปกของหลอดว่าระบุว่า "suitable for enclosed fixtures" หรือเปล่า ถ้าไม่มีข้อความนี้ ใช้กับโคมเปิดจะปลอดภัยกว่า สำหรับคอนโดที่โคมปิดทึบและเปลี่ยนไม่ได้ โคมไฟที่มีระบบเปลี่ยนสีในตัวอาจเป็นทางเลือกที่ตรงกว่า
หลอดไฟ LED A60 ของ EVE เปลี่ยนสีได้ 16 เฉด พร้อมรีโมท — ทางเลือกหลอดเดียวสำหรับคนอยู่คนเดียวในคอนโดเล็กๆ ที่ไม่อยากซื้อระบบใหญ่
ดูสินค้าอ่านเพิ่มเติม: โคมไฟตั้งโต๊ะ ทำงาน
คอนโดแบบไหนควรเลือกอะไร
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกคน แต่ถ้าตอบตรงๆ จากการใช้จริง มีเส้นแบ่งที่ค่อนข้างชัด
เลือก Yeelight ถ้าคุณเป็นแบบนี้
Yeelight เหมาะกับคนที่อยากลองระบบแสงสีโดยไม่ต้องลงทุนหนักตั้งแต่ต้น ถ้าเข้าเงื่อนไขด้านล่างนี้ส่วนใหญ่ ไม่ต้องคิดมาก
- อยู่คนเดียวหรืออยู่กับคนที่ยอมปรับนิสัยการใช้สวิตช์ได้
- Wi-Fi ในห้องเสถียร router ไม่ได้อยู่ไกลมาก
- ยังไม่มีระบบสมาร์ทโฮมอื่นอยู่แล้ว
- อยากใช้แค่ 1-2 หลอด ไม่ได้วางแผนขยายทั้งห้อง
สำหรับคนที่งบจำกัดและอยากได้ฟีลแสงสีในห้องโดยไม่ต้องซื้อระบบ ยังมีตัวเลือกอื่นที่ควบคุมผ่านแอปได้โดยไม่ต้องพึ่ง Wi-Fi แรงๆ
หลอดไฟ MeeGoo Smart Bluetooth RGB 9W — ทางเลือกอื่นที่ใช้ Bluetooth แทน WiFi ราคาประหยัด สำหรับคนที่ WiFi คอนโดไม่นิ่นแต่อยากได้ระบบอัจฉริยะ
ดูสินค้าเลือก Philips Hue ถ้าคุณเป็นแบบนี้
Hue คุ้มขึ้นมาทันทีเมื่อคุณวางแผนใช้งานระยะยาวหรือมีอุปกรณ์สมาร์ทโฮมอื่นอยู่แล้ว เส้นแบ่งที่ชัดคือ
- มี Google Home, Apple HomeKit หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฮมอยู่แล้วและอยากเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
- Wi-Fi คอนโดไม่นิ่ง หรือ router อยู่ไกลจากห้องนอน
- วางแผนจะใช้ 3 หลอดขึ้นไป เพราะค่า Bridge จะถูกเฉลี่ยลงเรื่อยๆ
- อยากได้ระบบที่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาว ไม่ต้องมาแก้ปัญหาทีหลัง
ถ้ายังลังเลระหว่างสองตัวนี้และงบยังไม่แน่นอน มีทางเลือกกลางๆ ที่ใช้ Wi-Fi เหมือน Yeelight แต่รองรับระบบ Tuya ซึ่งเชื่อมกับ Google Home ได้เช่นกัน
หลอดไฟ Tuya WiFi RGB 10W ควบคุมผ่านแอป — ทางเลือกสมาร์ทโฮมราคากลาง ที่ไม่ต้องซื้อ hub เพิ่มเติม เหมาะสำหรับคอนโดที่มี WiFi นิ่ม
ดูสินค้าอ่านคู่กัน: พัดลมดูดอากาศ ห้องน้ำ คอนโด
